ใครๆก็แก้กฎหมายได้(คุณก็ด้วย)

วันจันทร์ที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2553

สัมภาษณ์ในรายการ MCOT.NET #2/2

สัมภาษณ์ในรายการ MCOT.NET เกี่ยวกับ Web Accessibility และกิจกรรมการพัฒนาเว็บไซต์ที่ทุกคนเข้าถึงได้ ในวันที่ 05 ส.ค. 2553
โดยคุณศรีสุดา วินิจสุวรรณ์ แห่ง MCOT.NET อสมท.

ในบทสัมภาษณ์ จะทำให้รู้จักกับ Web Accessibility ว่าคืออะไร และมีประโยชน์อย่างไร ครับ

วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ทำฐานข้อมูลนักการเมืองหวังดัดสันดาน'โคตรโกง'

ทำฐานข้อมูลนักการเมืองหวังดัดสันดาน'โคตรโกง'
ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- เสาร์ที่ 7 สิงหาคม 2553 00:00:18 น.

หลานหลวง -  ป.ป.ช.เดิน หน้าจัดทำฐานข้อมูลจับโกงนักการเมือง รวบรวมพฤติการณ์ตีแผ่ทางเน็ต  ดึงภาคประชาชนร่วมตรวจสอบ  "ชวน"  ซัดเกินครึ่งสภาซื้อเสียงเข้ามา จึงจ้องแต่ผ่านงบ  โกงกิน  พร้อมแวะจวกวุฒิสภาขายตัว ทำให้สภาเพี้ยน

ที่โรงแรมรอยัลปริ๊นเซส  เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม  สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จัดสัมมนาเรื่อง "การจัดทำฐานข้อมูลนักการเมือง"  โดยนายภักดี  โพธิศิริ  กรรมการ ป.ป.ช.  กล่าวถึงเหตุผลของการจัดทำฐานข้อ มูลนักการเมืองว่า  การทุจริตคอรัปชั่นเป็น อาชญากรรมทางเศรษฐกิจที่ฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาการทุจริตมักเกิดขึ้นเฉพาะวงราชการ เช่น ทุจริตต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ทุจริตจัดซื้อจัดจ้าง แต่ในช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ได้มีการทุจริตรูปแบบใหม่เพิ่มขึ้น โดยเป็นการร่วมมือกัน 3 กลุ่มคือ กลุ่มนักการเมือง กลุ่มทุนธุรกิจที่เป็นเครือญาติและพวกพ้องของนักการเมือง และกลุ่มราชการ  โดยมีนักการเมืองเป็นตัวการสำคัญ

นายภักดีกล่าวว่า จำเป็นต้องมีแนว ทางป้องกันการทุจริตของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คือ การจัดทำฐานข้อมูลนักการเมืองในระบบสารสนเทศ  เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลทางเว็บไซต์ในอินเทอร์เน็ต ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการดำรงตำแหน่งทางการเมือง ความประพฤติที่ปรากฏต่อสาธารณชน พฤติการณ์เกี่ยวกับคดีความ  และความเกี่ยวพันทางเครือญาติกับผู้ที่เป็นหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับ สัมปทานจากรัฐหรือเป็นคู่สัญญากับรัฐ เป็นต้น  เพื่อสนับสนุนให้องค์กรและเครือข่ายภาคประชาชนร่วมกันตรวจสอบประวัติภูมิ หลังของนักการเมือง จะเป็นการป้องกันและสกัดกั้นนักการเมืองที่มีความประพฤติจ้องจะทุจริต

พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ ประ ธานอนุกรรมการจัดทำฐานข้อมูลนักการเมือง กล่าวว่า หากจัดทำฐานข้อมูลนักการเมืองขึ้นมาจริง จะช่วยลดการทุจริตของประ เทศลงได้ โดยต้องได้พลังจากภาคประชาชนเข้ามาร่วมทำ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลไม่เคยเอาจริงเอาจัง ขาดความฉับไวในการลงมือทำ ทำให้นักการเมืองไทยไม่กลัวเกรงต่อ ป.ป.ช. นอกจากนี้ ขอฝากไปถึงสื่อมวลชนว่า สื่อคือเครื่องมือป้องกันปราบปรามการทุจริตที่ดีที่สุด แต่ทุกวันนี้สื่อมวลชนยังขาดความต่อเนื่องของการเล่นข่าวทุจริต ที่มักจะเล่นเป็นช่วงๆ และการขุดคุ้ยไม่ลึกพอ

นายจรัส สุวรรณมาลา เครือข่ายข้อมูลการเมืองไทย กล่าวว่า เมื่อก่อนประ ชาชนไม่เคยเข้าถึงข้อมูลส่วนนี้ แต่ต่อไปนี้ประชาชนจะสามารถเข้าไปร่วมตรวจสอบได้ โดยประโยชน์ของการรวบรวมข้อมูลคือเพื่อความเป็นกลางและโปร่งใส ซึ่งสิ่งที่หวังก็คือการนำฐานข้อมูลนักการเมืองจากหลายองค์ กรเข้ามารวมกันเป็นหนึ่งเดียว และขอเสนอฐานข้อมูลที่ไม่ใช่ของนักการเมืองอย่างเดียว เช่น ฐานข้อมูลของนักรัฐวิสาหกิจ ฐานข้อมูลของตำรวจ ฐานข้อมูลของข้าราชการต่างๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. หรือคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้งนี้ อยากให้แบ่งแยกการเก็บข้อมูลเป็นส่วนหนึ่ง และการเปิดเผยข้อมูลเป็นอีกส่วนหนึ่ง และหากมีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะต้องให้เป็นไปตามกฎหมาย

นางสุกัญญา  หอมชื่นชม  ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานกลาง สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า นอกจากการใช้ฐานข้อมูลเพื่อการตรวจสอบแล้ว อีกด้านหนึ่งควรนำข้อมูลไปเผยแพร่ในส่วนที่นักการเมืองเคยทำโครงการอะไรมา บ้าง รวมทั้งควรเก็บข้อมูลที่นักการเมืองได้พูดไว้ในสภาด้วย เพื่อให้ได้รู้ว่าสิ่งที่พูดไปนั้นสามารถทำได้จริงอย่างที่พูดหรือไม่

นายเยี่ยมศักดิ์  คุ้มอินทร์  นิติกรชำนาญการพิเศษ  สำนักงานคณะกรรมการข้อมูลข่าว สารของราชการ  กล่าวว่า   เห็นด้วยที่จะจัดทำฐานข้อมูลนักการเมือง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้วที่ต้องการป้องกันและปราบปรามการ ทุจริต

วันเดียวกัน ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดเสวนาทางวิชาการเนื่องในวันรพี ประจำปี 2553 เรื่อง ผู้แทนฯ...แทนใคร? โดยนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี และประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์  กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ  "ผู้แทนราษฎรไทยในหัวใจของประชาชน"  ว่า  ทุกอาชีพต้องการมืออาชีพ ไม่ใช่ไม่รู้จะทำอะไรก็มาเล่นการเมือง ซึ่งในสมัยนี้ก็มีว่ามาผ่านงบ  มาดูว่าบริษัทตัวเองจะได้ประมูลหรือไม่ เวลาบ้านเมืองมีปัญหาก็เลยชี้ไปที่นักการเมือง

"มีคนเคยพูดว่านักการเมืองกินจอบ  กินเสียม เพราะเคยมีการแจกจอบตราจระเข้ให้ชาวบ้าน  แต่พอไปถึงชาวบ้านกลายเป็นตัวตะกวด ข่าวเหล่านี้เป็นภาพที่ไม่ดีสำหรับคนอยากจะเล่นการเมือง แต่ทั้งหมดก็เป็นเรื่องของตัวบุคคล การทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย  ไม่ได้ทำให้ทุกคนเป็นคนดี  แต่ส่งเสริมให้คนดีมีอำนาจ ทุกวงการจึงมีทั้งคนดี  และคนไม่ดี เช่นเดียวกับวงการการเมือง" นายชวนกล่าว

นายชวนกล่าวว่า นักการเมืองคือตัวปัญหา  มีมูลความจริงแต่ไม่ใช่ทั้งหมด ในระบบนี้ไม่มีทางหนีพ้นการมีผู้แทนฯ  ไปได้ จะรังเกียจอย่างไรก็ตามระบอบประชาธิปไตย  จะปฏิเสธการเลือกตัวแทนของประชาชนไม่ได้  แต่จะทำอย่างไรให้เป็นไปด้วยความราบรื่น ช อบธรรม ถูกต้อง เพราะในสภามากกว่าครึ่งมาจากการซื้อเสียง ซึ่งในอดีตไม่เคยมี ขณะนี้สิทธิของผู้แทนฯ มากขึ้น  โดยรัฐธรรมนูญระบุว่า  ส.ส.ห้ามเป็นรัฐมนตรี  ซึ่งตนเองอยากเป็นผู้แทนฯ  จึงไม่ได้สนใจว่าจะห้ามเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ ถ้าเข้ามาเป็น ส.ส.เพื่อมาดูว่ามีงบประมาณเท่าไหร่ นั่นเป็นเป้าหมายของเขา ไม่ใช่เป้าหมายเพื่อประชาชน

"ที่มา มาจากระบบที่ไม่ถูกต้องมากขึ้น ทำให้การมีความรู้ไม่ได้ช่วยให้สภาดีขึ้น  งานที่เป็นไปในสภาก็จะเป็นเหมือนกับคนที่เข้ามา การซื้อเสียง  ทุจริตโกงกินก็ตามมา  มาวิจารณ์งบประมาณบอกให้ตัดให้หมด  แต่พอมาข้างนอกก็ไปพูดกับผู้ใหญ่ในกระทรวง  ขอแบ่งประโยชน์กัน ไม่อยากให้มองภาพการเมืองเลวร้าย ชั่วร้าย เพราะส่วนใหญ่จะเป็นที่ตัวบุคคลมากกว่า  ทั้งนี้ บ้านเมืองในระบอบประชาธิปไตย หากคนใช้แต่สิทธิอย่างเดียวบ้านเมืองจะไปได้ยาก ลุ่มๆ ดอนๆ ไปได้ก็ไม่แข็งแรง เราจึงต้องสอนเรื่องสิทธิและหน้าที่ไปพร้อมๆ กัน" นายชวนสอน

นายชวนกล่าวต่อว่า  การเมืองเราจะสูญเสียโอกาสทางอนาคตมาก  หากรุ่นหลังไม่มีหลัก ไม่มีความซื่อสัตย์ สุจริต บ้านเมืองก็อยู่ยาก แม้เศรษฐกิจจะเติบโตขึ้น แต่ความรั่วไหลและความไม่สุจริตก็จะตามมา  คนที่เคารพกฎหมายส่วนใหญ่ไม่โกหก  มีแค่คนบางกลุ่มที่ทำให้ภาพเสียหาย คนดีๆ ก็มีแต่ไม่ได้โด่งดัง หรือให้สัมภาษณ์ สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันทำให้นักกฎหมายมีความวุ่นวาย  คือ  ความรุนแรงขู่ว่าจะเผา จะทำร้าย อย่างกรณีที่ กกต. สั่งยุบประชาธิปัตย์ เพราะถูกขู่ว่าจะไปเผาบ้าน หลังจากนั้นก็สั่งยุบพรรคทันที

นายชวนกล่าวต่อว่า เราต้องประสิทธิ์ประสาทความยุติธรรม  อย่างคำโบราณบอกไว้ว่า ปล่อยคนผิด 10 คนดีกว่าลงโทษคนบริสุทธิ์ 1 คน อย่าคิดเพียงแค่กฎหมาย แต่มันบาปกรรมแค่ไหน กระทบคนที่ไม่ผิดแล้วต้องมารับโทษกับการที่เหมาว่าเขาทำความผิด  ทั้งนี้ เมื่อเรารักที่จะทำงานด้านการเมืองก็ต้องทำให้ดีที่สุด เพราะผู้แทนฯ  ไม่ได้มีหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเดียว แม้โลกจะเปลี่ยนแต่สิ่งที่ดีงามก็ให้รักษาไว้  อย่าไปเปลี่ยนแปลง อย่างนายกฯ ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ตั้งใจจะเป็นนักการเมือง เป้าหมายคือตั้งใจเป็นนักการเมืองมืออาชีพ เรียนรู้ปัญหาในประเทศ แต่ผู้แทนฯ  กับกฎหมายก็ผูกพันกัน เพราะในสภาคือตัวแทนฝ่ายนิติบัญญัติ เป็นตัวแทนในการออกกฎหมาย  ระบอบประชาธิปไตย  การคานอำนาจต้องให้เกิดความสมดุล เราจึงหวังอำนาจวุฒิสภามาเป็นตัวถ่วงดุล  ให้อำนาจแต่งตั้ง ถอดถอนองค์กรอิสระ

"วันหนึ่งเมื่อวุฒิฯ  ขายตัว  อาจจะไม่ใช่ทั้งหมด  ทำให้สภาเพี้ยนกันหมด   เพราะการตัดสินใจไม่ได้อยู่ที่ความเหมาะสม หรือเป็นคนดี แต่กลายเป็นว่าเขาสั่งให้เอาคนนี้  นี่คือการไม่ได้ทำตามหน้าที่การถ่วงดุลอำนาจ" นายชวนกล่าว.

 

 
 

ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.thaifreedompress.blogspot.com/
http://sunblog1951.blogspot.com/ sunday
http://blogpwd.blogspot.com/ pwd9
http://ktblog1951.blogspot.com/ pwday
http://newsblog9.blogspot.com/ news
http://bloghealth99.blogspot.com/ health
http://labour9.blogspot.com/ labour
http://www.media4democracy.com/th/
http://www.youngtelecom.org/
http://www.logex.kmutt.ac.th/
http://www.mict4u.net/thai/
http://www.chula.ac.th/visitors/thai/calendar.htm
http://www.agkmstou.com/2008/index.php
http://www.baanjomyut.com/library/lotus/index.html
http://www.asianbarometer.org/newenglish/introduction/default.htm
http://www.isriya.com/node/2809
/wordcamp-bangkok-2009-pool-party
C:\Documents and Settings\user\My Documents\ไฟล์ที่ได้รับของฉัน\issarachon1101.wma
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=hiansoon

วันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เพลงใจอัศจรรย์

iamwebmaster | April 23, 2010

เพลง ใจอัศจรรย์ อัศจรรย์ใจ มองต่างมุม มองอย่างสร้างสรรค์

นที สรวารี : Just See Him....To FRIENDS

พวกคุณคือคนที่ทำเพื่อสังคมเพื่อเพื่อนมนุษย์โดยแท้จริง ขอชื่นชมครับ แล้วตอนนี้พวกเขาจะไปนอนที่ไหนหล่ะครับ สนามหลวงถูกปิดแล้ว

วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

INCEPTION B-Roll (Behind the Scenes Footage)

ColliderVideos | June 25, 2010

INCEPTION B-Roll (Behind the Scenes Footage) - For more movie news and interviews go to http://www.collider.com -

When a movie is being filmed, the studio will document the process and then offer B-Roll (Behind the Scenes footage) to the media to run with their coverage. This is the B-Roll from Inception

Synopsis:

Inception
In Theatres and IMAX® Friday, July 16
Acclaimed filmmaker Christopher Nolan directs an international cast in "Inception," an original sci-fi actioner that travels around the globe and into the intimate and infinite world of dreams.
Dom Cobb (Leonardo DiCaprio) is a skilled thief, the best in the dangerous art of extraction: stealing valuable secrets from deep within the subconscious during the dream state when the mind is at its most vulnerable. Cobb's rare ability has made him a coveted player in this treacherous new world of corporate espionage, but it has also made him an international fugitive and cost him everything he has ever loved. Now Cobb is being offered a chance at redemption. One last job could give him his life back but only if he can accomplish the impossible--inception. Instead of the perfect heist, Cobb and his team of specialists have to pull off the reverse; their task is not to steal an idea but to plant one. If they succeed, it could be the perfect crime.
But no amount of careful planning or expertise can prepare the team for the dangerous enemy that seems to predict their every move. An enemy that only Cobb could have seen coming.
This summer, your mind is the scene of the crime.
Warner Bros. Pictures presents, in association with Legendary Pictures, a Syncopy Production, a film by Christopher Nolan, "Inception."
The film stars three-time Academy Award® nominee Leonardo DiCaprio ("Blood Diamond," "The Aviator"), Academy Award® nominee Ken Watanabe ("The Last Samurai"), Joseph Gordon-Levitt ("500 Days of Summer"), Oscar® winner Marion Cotillard ("La Vie en Rose"), Academy Award® nominee Ellen Page ("Juno"), Tom Hardy ("RocknRolla," "Bronson"), Cillian Murphy ("Batman Begins"), Academy Award® nominee Tom Berenger ("Platoon"), Dileep Rao ("Avatar"), and two-time Oscar® winner Michael Caine ("Hannah and Her Sisters," "The Cider House Rules").
"Inception" was written and directed by Oscar® nominee Christopher Nolan ("Memento," "The Dark Knight"), who also produced the film with Emma Thomas. Chris Brigham and Thomas Tull served as executive producers, with Jordan Goldberg co-producing.
Nolan's behind-the-scenes collaborators included three-time Oscar®-nominated director of photography Wally Pfister ("The Dark Knight," "The Prestige," "Batman Begins"), production designer Guy Hendrix Dyas ("Indiana Jones and the Kingdom of the Crystal Skull," "Elizabeth: The Golden Age"), two-time Oscar®-nominated editor Lee Smith ("The Dark Knight," "Master and Commander: The Far Side of the World"), Oscar®-nominated costume designer Jeffrey Kurland ("Bullets Over Broadway," "Collateral"), and Oscar®-nominated special effects supervisor Chris Corbould ("The Dark Knight"). The music is by Academy Award®-winning composer Hans Zimmer ("The Dark Knight," "The Lion King").
Concurrently with the film's nationwide theatrical release, "Inception: The IMAX Experience" will be released in select IMAX® theatres. "Inception" will be digitally re-mastered into the unparalleled image and sound quality of The IMAX Experience® through proprietary IMAX DMR® technology. With crystal clear images, laser-aligned digital sound and maximized field of view, IMAX provides the world's most immersive movie experience.

Category:

Film & Animation

วันจันทร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2553

จาตุรณต์ ฉายแสง10 เมย53

April 10, 2010 — จาตุรณต์ ฉายแสงพูดที่เวทีสะพานผ่านฟ้า เมื่อ 10 เมยายน 2553 ตอนที่ทหารกำลังเข้าตีเมืองกรุงเทพ ด้วยรถหุ้มเกราะ และ กระสุนจริง มันก็รบเก่งแต่ในเมืองกรุงเท่านั้นแหละ รบกับชาวบ้าน/unisyd April 10, 2010 — จา ตุรณต์ ฉายแสงพูดที่เวทีสะพานผ่านฟ้า เมื่อ 10เมยายน 2553 ตอนที่ทหารกำลังเข้าตีเมืองกรุงเทพ ด้วยรถหุ้มเกราะ และ กระสุนจริง มันก็รบเก่งแต่ในเมืองกรุงเท่านั้นแหละ รบกับชาวบ้าน

รับสมัคร อาสาสมัครผู้ช่วยคนพิการ วันที่ ๑๗-๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๓ ภายในวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๓

ผักกาด โพธิ์ศรีรบย. รัฐบาลเยาวชน:
เรียน ทุกท่าน เนื่องจาก องค์การคนพิการสากลประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ได้ดำเนินการจัดการสัมมนา ร่วมกับองค์กร Human care Association (Japan) และสำนักงานองค์การสหประชาชาติ (UNESCAP) ในระหว่างวันที่ ๑๗-๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๓ โดยมีผู้นำคนพิการ ที่มีความพิการประเภทต่างๆ จากองค์กรคนพิการในประเทศภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ๒๖ ประเทศ จำนวนทั้งสิ้นประมาณ... ๑๒๐ ท่าน เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ โดยการประชุมจะจัดขึ้นที่ โรงแรมปริ้นพาเลซ (มหานาค) ในวันที่ ๑๘-๑๙-๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๓ และห้องประชุมสำนักงานองค์การสหประชาชาติ ในวันที่ ๒๑-๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๓ ในหัวข้อ ๓ เรื่องหลัก ดังนี้ ๑. การจัดตั้งระบบผู้ช่วยคนพิการในเอเชีย-แปซิฟิก วันที่ ๑๘ – ๑๙ มิถุนายน ๒๕๕๓ ๒. การประชุมสมัชชาคนพิการแห่งเอเชีย-แปซิฟิกประจำปี๒๕๕๓ วันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๓ ๓. การเตรียมการสำหรับทศวรรษคนพิการแห่งเอเชีย-แปซิฟิก ทศวรรษที่ ๓ วันที่ ๒๑ - ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๓ ในการนี้จึงขอรับอาสาสมัครเพิ่ม เพื่อช่วยสนับสนุนในกิจกรรมต่างๆในการสัมมนาดังกล่าวให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและประสบผลสำเร็จลุล่วงตามวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นอาสาสมัครในวันที่ ๑๗-๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๓ โดยมีคุณสมบัติสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษเบื้องต้นได้ ทั้งนี้มีค่าเดินทางวันละ ๓๐๐ บาท/ท่าน พร้อมประกันชีวิตในระหว่างการทำงาน ท่านที่สนใจกรุณาแจ้งชื่อ พร้อมเบอร์โทรศัพท์ ภายในวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๕๓ ได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ ๐๒-๒๗๑๒๑๒๓ หมายเลขโทรศัพท์มือถือ ๐๘๖-๗๑๘๓๑๔๐ , ๐๘๖ - ๖๒๒๒๖๐๒ อีเมล์ Sureeporn@dpiap.org , kwanruthai@dpiap.org, หมายเหตุ : ปฐมนิเทศอาสาสมัครเพื่อเตรียมพร้อมการทำงาน ในวันอาทิตย์ที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๕๓ เวลา ๙. ๓๐ – ๑๖.๐๐ น. ณ องค์การคนพิการสากลประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (แผนที่ตามลิ้ง) 
ขอบคุณทุกท่านจากพี่ผักกาดค่ะ pakkardposee@gmail.com
mail.google.com
7+ GB of storage, less spam, and mobile access. Gmail is email that's intuitive, efficient, and useful. And maybe even fun.

วันจันทร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

http://www.ict2020.in.th/

http://www.ict2020.in.th/

ที่มา : National ICT Policy Framework 2011-2020: ICT 2020

ต้อนรับท่านเข้าสู่ Public Website ของ โครงการจัดทำกรอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศไทย ระยะ พ.ศ. 2554-2563 (National ICT Policy Framework 2011-2020: ICT 2020)

กิจกรรม ใน Website คือ การนำเสนอประเด็นนโยบาย เพื่อให้ผู้สนใจ เขียนความเห็นเพื่อคณะทำงานนำไปพิจารณาใช้ประโยชน์ในการร่างนโยบายต่อไป

กรอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ระยะ พ.ศ. 2544-2553 (IT 2010) ของ ประเทศไทย จะสิ้นสุดเวลาในปี 2553 กระทรวง ICT ในฐานะหน่วยงานหลักในการพัฒนา ICT ของประเทศไทย จึงได้จัดทำกรอบนโยบาย ICT 2020 ขึ้นเพื่อให้การพัฒนาICT มีความต่อเนื่อง โดยมีกรอบแนวคิดเพื่อการกำหนดทิศทางการพัฒนา ICT ของประไทยในระยะ 10 ปี รองรับการเปลี่ยนแปลงด้าน ICT ของโลก และเพื่อให้หน่วยงานภาครัฐ เอกชน นำกรอบนโยบายฯ ไปใช้เป็นแนวทางจัดทำแผนพัฒนา ICT ขององค์กรต่าง ๆ ต่อไป

>> ICT2020@

>> ICT Masterplan II Publish Version

http://www.ict2020.in.th/

สัญญาประชาคมกับประชาธิปไตยประเทศไทย

HS4HNL - HS4HNL - สัญญาประชาคมกับประชาธิปไตยประเทศไทย
ทศพนธ์ นรทัศน์
P
HS4HNL
NGOs
ICT for All Club
http://gotoknow.org/blog/hs4hnl/336702
ทศพนธ์ นรทัศน์
thossaphol@ictforall.org
อ่าน: 6
ความเห็น: 1

สัญญาประชาคมกับประชาธิปไตยประเทศไทย

ตลอดระยะเวลา 78 ปี ที่ผ่านมาสังคมไทยไม่เคยได้รับสิ่งเหล่านี้อย่างแท้จริงเลย ด้วยเหตุผลที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ “ชนชั้นผู้ที่มีอำนาจเข้ามาปกครองบ้านเมืองนั้น ส่วนใหญ่มิได้มุ่งเน้นการทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่าง แท้จริง หากแต่มุ่งประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง เครือญาติเป็นที่ตั้ง”

บทนำ

จากการที่ผู้เขียนได้มีโอกาสอ่านหนังสือ เรื่อง “สัญญาประชาคม หลักสิทธิทางการเมือง” หรือ Du Contrat Social (1762) ของ ฌอง ฌากส์ รูสโซ (Jean Jacques Rousseau) ซึ่งได้รับการแปลเป็นภาษาไทยโดย วิภาดา กิตติโกวิท ทำให้ผู้เขียนได้หันมามองประชาธิปไตยของประเทศไทย ตลอดระยะเวลาอันยาวนานที่ผ่านมานับตั้งแต่คณะราษฎร ได้เปลี่ยนแปลงการปกครองของสยามประเทศ
จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มา เป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 โดยหวังว่าจะก่อให้เกิดความเสมอภาค เสรีภาพ และภราดรภาพ ตามหลักสัญญาประชาคม หรือหลักแห่งสิทธิทางการเมือง แต่ดูเหมือนว่าตลอดระยะเวลา 78 ปี ที่ผ่านมาสังคมไทยไม่เคยได้รับสิ่งเหล่านี้อย่างแท้จริงเลย ด้วยเหตุผลที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ “ชนชั้นผู้ที่มีอำนาจเข้า มาปกครองบ้านเมืองนั้น ส่วนใหญ่มิได้มุ่งเน้นการทำงานเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่าง แท้จริง หากแต่มุ่งประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง เครือญาติเป็นที่ตั้ง

สัญญาประชาคม (Social Contract)

สัญญาประชาคม (ในความหมายที่นำมาใช้ในการเมืองไทยปัจจุบัน) หมายถึง ความตกลงร่วมกันของประชาชน กลุ่มผลประโยชน์ร่วมกันหรือกลุ่มคนที่มีแนวความคิดเดียวกัน กับฝ่ายตรงข้าม เพื่อเป็นการแสวงความตกลงและทางออกของปัญหาซึ่งเป็นปัญหาที่มีผลกระทบในวง กว้างซึ่งหากปล่อยไว้อาจจะก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคม[1]

ความหมายที่แท้จริงนั้น "สัญญาประชาคม" หมายถึง ทฤษฎีสัญญาประชาคม อันเป็นนัยตามหลักกฎหมายธรรมชาติ มีลักษณะเป็น สำนึกของจริยธรรม ที่ผู้ปกครองควรตระหนักถึง สิทธิบางประการที่ผู้อยู่ใต้ปกครอง(ประชาคม)ได้ยอมสละไป(อาจเรียกได้ว่ายอม อยู่ใต้อำนาจของผู้ปกครอง) เพื่อความปลอดภัยของตนในสิทธิและเสรีภาพที่ยังคงเหลืออยู่ แนวคิดเช่นนี้เองที่เป็นพื้นฐานของการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย โดยตรรกกะจากสำนึกจริยธรรมดังกล่าว หากมองในมุมกลับกันก็หมายความว่า อำนาจแท้จริงของผู้ปกครองนั้นมาจากประชาชนนั่นเอง ดังนั้น ประชาชนควรจะเป็นผู้ที่ใช้สิทธิของตนเลือกผู้ปกครองขึ้นมา และในการนี้วิธีที่เหมาะสมก็คือการใช้เสียงข้างมากในการตัดสิน

นักคิดหลายคนที่ถือว่าเป็นผู้มีส่วนในการริเริ่มแนวคิดเรื่องสัญญา ประชาคม เช่น โทมัส ฮอบบ์ - Thomas Hobbes ปรากฏอยู่ในหนังสือ Leviathan (1651) อย่างไรก็ตามจุดริเริ่มแนวคิดนี้ในหนังสือ Leviathan(The Matter,Forme and Power of a Common Wealth Ecclesiasticall and Civil)นั้น ฮอบบ์ไม่ได้เขียนเพื่อมุ่งกล่าวถึงสัญญาประชาคมโดยเฉพาะเจาะจง แต่มุ่งอธิบายถึงธรรมชาติของมนุษย์และโครงสร้างสังคม และแนวทางการใช้อำนาจที่เหมาะสม ส่วนผลงานเกี่ยวกับสัญญาประชาคมของ จอห์น ลอค - John Locke ปรากฏในหนังสือ Two Treatises of Government (1689) ฌองค์ ยาร์ค รุสโซ่ - Jean Jacques Rousseau ปรากฏอยู่ในหนังสือ Du Contrat social (1762)

ประชาธิปไตยในสังคมไทย

จุดเปลี่ยนของการปกครองระบอบประชาธิปไตยของสังคมไทย เกิดขึ้นเมื่อคณะราษฎร (อ่านว่า คะ-นะ-ราด-สะ-ดอน) ซึ่งกลุ่มบุคคลที่ดำเนินการปฏิวัติยึดอำนาจจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้า อยู่หัว รัชกาลที่ 7 และเปลี่ยนแปลงการปกครองของสยามประเทศ (ชื่อของประเทศไทยในสมัยนั้น) จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475[2]

กลุ่มผู้ต้องการเห็นบ้านเมืองมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักเรียนและนักเรียนทหารที่ศึกษาและทำงานอยู่ในทวีปยุโรป ได้ทำการประชุมครั้งแรกเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2469 ณ หอพัก Rue du summerard ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และได้ตกลงที่จะทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ กษัตริย์อยู่เหนือกฎหมาย มาเป็นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่ใต้กฎหมาย โดยตกลงที่ใช้วิธีการ "ยึดอำนาจโดยฉับพลัน" รวมทั้งพยายามหลีกเลี่ยงการนองเลือด ทั้งนี้เพื่อเป็นการป้องกันการถือโอกาสเข้ามาแทรกแซงจากมหาอำนาจที่มี อาณานิคมอยู่ล้อมรอบสยามในสมัยนั้น คือ อังกฤษและฝรั่งเศส

ในการประชุมครั้งนั้น กลุ่มผู้ก่อการได้ตั้งปณิธานในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง เพื่อให้สยามบรรลุเป้าหมาย 6 ประการ ซึ่งต่อมาหลังจากปฏิวัติยึดอำนาจได้แล้ว ก็ได้ประกาศเป้าหมาย 6 ประการนี้ไว้ในประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ 1 และต่อมาได้เรียกว่าเป็น "หลัก 6 ประการของคณะราษฎร" โดยหลัก 6 ประการนั้นคือ

1. จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชในบ้านเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจของประเทศไว้ให้มั่นคง

2. จะรักษาความปลอดภัยในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก

3. จะต้องบำรุงความสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจไทย รัฐบาลใหม่ จะพยายามหางานให้ราษฎรทำโดยเต็มความสามารถ จะร่างโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก

4. จะต้องให้ราษฎรได้มีสิทธิเสมอภาคกัน (ไม่ใช่ให้พวกเจ้ามีสิทธิยิ่งกว่าราษฎรเช่นที่เป็นอยู่)

5. จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก 4 ประการ ดังกล่าวแล้วข้างต้น

6. จะต้องให้มีการศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร

หลังจากการประชุมนั้น เมื่อคณะผู้ก่อการได้กลับมาประเทศสยาม ก็ได้พยายามหาสมาชิกเพื่อเข้าร่วมการก่อการปฏิวัติ โดยได้ติดต่อประชาชนทุกอาชีพ ทั้งพ่อค้า ข้าราชการพลเรือน และทหาร จนได้สมาชิกทั้งสิ้น 102 คน แบ่งเป็นสาย คือ สายพลเรือน นำโดย หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) สายทหารเรือ นำโดย น.ต. หลวงสินธุสงครามชัย สายทหารบกชั้นยศน้อย นำโดย พ.ต. หลวงพิบูลสงคราม และสายนายทหารชั้นยศสูง นำโดย พ.อ. พระยาพหลพลพยุหเสนา

สัญญาประชาคม กับประชาธิปไตยประเทศไทย

สัญญาประชาคม หรือหลักแห่งสิทธิทางการเมือง ว่าด้วยบ่อเกิดและพื้นฐานระบอบประชาธิปไตย สามารถวิเคราะห์ภายใต้บริบทของประเทศไทยได้ดังนี้

1. ความเสมอภาค (Equality)

ความเสมอภาคเป็นธงนำที่คณะ ราษฎรนำมาเป็นหนึ่งในเหตุผลและเป้าหมายที่จะต้องให้ราษฎรมีสิทธิเสมอกัน และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับก็ได้บัญญัติว่าความเสมอภาคของบุคคล ย่อมได้รับความคุ้มครอง ประชาชนชาวไทยไม่ว่าเหล่ากำเนิด เพศ หรือศาสนาใดย่อมอยู่ในความคุ้มครองแห่งรัฐธรรมนูญนี้เสมอกัน

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย ส่วนที่ 2 ความเสมอภาค มาตรา 30 บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่อง กำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญจะกระทำมิ ได้ มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิ และเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น ย่อมไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ส่วนมาตรา 31 บุคคลผู้เป็นทหาร ตำรวจ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐและพนักงานหรือลูกจ้างขององค์กรของรัฐ ย่อมมีสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป เว้นแต่ที่จำกัดไว้ในกฎหมายหรือกฎที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่ง กฎหมาย เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการเมือง สมรรถภาพ วินัย หรือจริยธรรม

แม้รัฐธรรมนูญจะบัญญัติรับรองความเสมอภาคไว้ดังกล่าวข้างต้น หากแต่ในความเป็นจริงแล้ว ความเสมอภาคหาได้เกิดขึ้นจริง 100 เปอร์เซ็นต์ในสังคมไทยไม่ ความเหลื่อมล้ำในการใช้สิทธิเสรีภาพ การเข้าถึงบริการจากรัฐระหว่างคนรวย คนจน คนมีอำนาจรัฐ คนที่ไม่มีอำนาจรัฐ คนมีการศึกษา คนไร้การศึกษา การแบ่งแยกชนชั้นทางสังคมทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ เพราะธรรมชาติของคนไทยส่วนใหญ่ยังมีความต้องการที่จะทำตนให้สูงกว่าคนอื่น เช่น คนที่มีฐานะร่ำรวยก็จะมองคนที่มีฐานะยากจนว่าต่ำต้อยกว่า ผู้เขียนเห็นว่าในประเทศที่พัฒนาแล้วประชาชนจะให้ความสำคัญในเรื่องความเสมอ ภาค ทุกคนต่างตระหนักว่าตนเองมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน ส่งผลให้ความสุขมวลรวมของประชาชนสูง และวัฒนธรรมประชาธิปไตยมีความเข้มแข็ง ไม่สามารถใช้เงินซื้อเสียงในการเลือกตั้งได้ เช่นในประเทศกำลังพัฒนา หรือด้อยพัฒนา

2. เสรีภาพ (Liberty)

เสรีภาพเป็นอีกหนึ่งธงนำที่คณะราษฎรนำมาเป็นหนึ่งในเหตุผลและเป้าหมายที่จะ ต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลักข้อที่ 1- 5 ของหลัก 6 ประการของคณะราษฎร และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับก็ได้บัญญัติว่าเสรีภาพของบุคคล ย่อมได้รับความคุ้มครอง ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย ได้บัญญัติถึงสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทยไว้ ดังนี้ ส่วนที่ 3 สิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล ส่วนที่ 4 สิทธิในกระบวนการยุติธรรม ส่วนที่ 5 สิทธิในทรัพย์สิน ส่วนที่ 6 สิทธิและเสรีภาพในการประกอบอาชีพ ส่วนที่ เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน ส่วนที่ 8 สิทธิและเสรีภาพในการศึกษา ส่วนที่ 9 สิทธิในการได้รับบริการสาธารณสุขและสวัสดิการจากรัฐ ส่วนที่ 10 สิทธิในข้อมูลข่าวสารและการร้องเรียน ส่วนที่ 11 เสรีภาพในการชุมชนและการสมาคม ส่วนที่ 12 สิทธิชุมชน และส่วนที่ 13 สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ

ซึ่งถือว่ามีความครอบคลุมดี มาก หากแต่การนำไปปฏิบัติจริงจะบังเกิดผลสำเร็จมากน้อยเพียงใดก็คงจะต้องติดตาม กันต่อไป อย่างไรก็ตามในการสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญนั้น ก็พึงระลึกไว้ด้วยว่าจะต้องไม่ไปกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่นด้วย

3. ภราดรภาพ (Fraternity)

ภราดรภาพ (Fraternité ในภาษาฝรั่งเศส) คือ ความเป็นพี่เป็นน้องกัน มนุษย์ทุกคนจะต้องมีความเท่าเทียมกันและปฏิบัติต่อกันดุจพี่น้อง ความเป็นพี่เป็นน้อง เป็นสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้มนุษย์ คือ การไม่เน้นผิวพรรณ หรือ เผ่าพันธุ์[3] ส่วนพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ได้ให้ความหมายของคำว่า “ภราดรภาพ” หมายถึง “ความเป็นฉันพี่น้องกัน” แม้ว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญของบางประเทศ เช่น สาธารณรัฐฝรั่งเศส การที่ภราดรภาพจะบังเกิดขึ้นได้นั้น สังคมจะต้องมีความเสมอภาค มีสิทธิ เสรีภาพ มีความเมตตา เห็นอกเห็นใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ โอบอ้อมอารีกันฉันพี่ฉันน้อง ซึ่งสอดคล้องกับพุทธพจน์ที่ว่า “โลโกปตฺถมฺภิกา เมตฺตา - เมตตาธรรมเป็นเครื่องค้ำจุนโลก” กล่าวคือ ทุกคนล้วนเป็นเพื่อนร่วมชาติ ร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น การที่จะอยู่ด้วยกันให้ร่มเย็นเป็นสุขต้องมีความรักกัน สมานสามัคคีกันในการที่จะทำอะไรทุกสิ่งทุกอย่าง...ในประเทศเรานี้ก็ดี ถ้าหากมีเมตตาต่อกันแล้ว งานทั้งหลายเหล่านั้นคงจะสำเร็จไปอย่างราบรื่น เพราะทำงานด้วยกันอย่างฉันพี่น้อง ไม่กระทบกระเทือนกัน เราก็จะมีความสุขอยู่ด้วยกันได้ (พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป, 2537:2-3)[4]

ศาสตราจารย์ระพี สาคริก[5] ได้วิเคราะห์ประชาธิปไตยในสังคมไทยไว้อย่างน่าสนใจว่า “…คนกลุ่มหนึ่งจำนวนไม่ถึง 300 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ผ่านการไปศึกษาจากเมืองฝรั่งมาแล้วร่วมกับคณะทหารทำการ ปฎิวัติบุกเข้ายึดราชบัลลังก์ขององค์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และอ้างว่า “ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตย ”...ถัดจากนั้นมาอีกไม่เกิน 2 ปี คนกลุ่มนี้ก็ได้เกิดการแตกแยกกันจนกระทั่งคิดฆ่ากันเอง ทำให้นึกถึงสัจธรรมบทหนึ่งที่กล่าวฝากไว้อย่างสำคัญว่า “มีเงินมีอำนาจที่ไหนก็ย่อมมีความแตกแยกเกิดขึ้นที่นั่น”…ทำให้อดสงสัยไม่ ได้ว่า “เหตุการณ์ครั้งนั้นบุคคลกลุ่มดังกล่าวต้องการประชาธิปไตย หรือต้องการอำนาจกันแน่”...ยิ่งต้องการประชาธิปไตยก็ยิ่งทำให้สังคมไทยจำ ต้องได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากสูญเสียรากฐานประชาธิปไตยเพิ่มมาก”

บทเรียนจากประวัติศาสตร์สอนมนุษยชาติว่า[6] กระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยที่แท้จริงในโลก มิสามารถเกิดขึ้นได้ ตราบใดที่นักการเมืองยังคิดผูกขาดอำนาจอยู่ที่ตน หรืออำนาจพรรคเสียงข้างมาก ยังงมงายในระบบการปกครองที่ปราศจากการมีส่วนร่วมของประชาชน และประชาชนมิได้เป็นเจ้าของอำนาจอย่างแท้จริง การที่จะแยกแยะว่าประเทศใดเป็นประชาธิปไตยแท้จริงหรือไม่ มีเส้นแบ่งที่ชี้ว่าสิ่งใดเป็นอำนาจอธิปไตย หรือประชาธิปไตยจากจุดยืนในการปกครอง นั่นคือจุดยืนเพื่อตนเอง พรรค หรือจุดยืนเพื่อประชาชน ซึ่งจะพิสูจน์ได้จากการกระทำ หรือปฏิบัติการทางสังคม รวมถึงการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครองตนเองทั้งทางตรงและทาง อ้อม ไม่ใช่นโยบายที่สวยหรู ปากพร่ำแต่ประชาชน อ้างประชาชนทำโน่นทำนี่ อันเป็นเหตุให้นักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่อ้างกันในปัจจุบัน กลายเป็นนักตลบตะแลงปลิ้นปล้อนทั่วโลก

ในทางพระพุทธศาสนา สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงสอนไว้ว่า “สมภาพ” คือ ความเสมอกันของสิ่งที่สามารถเทียบเคียงกันได้ ทำให้เท่ากันได้ ที่ทำไม่ได้ก็เช่น เพศชาย-เพศหญิง ความสูง-ต่ำ-ดำ-ขาว นิ้วทั้งห้าของคนยังยาวไม่เท่ากัน เป็นต้น จะทำอย่างไรก็คงไม่เสมอกันได้อย่างแน่นอน เพราะเป็นคนละเรื่องกันเลย หากฝืนจะไปพยายามทำให้เท่ากันก็ไม่พ้นเปรตในนิทานข้างต้น

แนวทางปฏิบัติให้เกิดสมภาพ หรือความเสมอภาพ ก็คือ

  • การมองตัวเราเองกับผู้อื่นหรือ ผู้อื่นกับตัวเองเสมอกัน
  • เมื่อเรารักสุขเกลียดทุกข์ ผู้อื่นก็รักสุขเกลียดทุกข์เหมือนกัน
  • ตัวเราไม่ปรารถนาให้ผู้อื่นมามาก่อกรรมไม่ดีแก่เรา พอใจแต่ที่จะให้เขามาก่อกรรมที่ดีแก่เราทั้งสิ้น ถึงผู้อื่นก็เหมือนกัน เขาก็ไม่ประสงค์ให้เราไปก่อกรรมที่ชั่วร้ายแก่เขา ประสงค์แต่จะให้เราไปประกอบกรรมที่ดีแก่เขาเท่านั้น

เมื่อทั้งเรา ทั้งเขาต่างมีความชอบและไม่ชอบเสมอกันอยู่เช่นนี้ ทางที่จะให้เกิดสมภาพได้โดยตรงก็คือการดำเนินเข้าหาจุดที่เสมอกันนี้ คือ การงดเว้นจากทางกรรมที่ชั่วร้าย ซึ่งต่างก็ไม่ชอบให้ใครมาทำแก่ตนด้วยกัน และดำเนินไปในทางกรรมที่ดีซึ่งเกื้อกูลกัน ที่ต่างก็ชอบจะให้ใครมาทำแก่ตนด้วยกัน เมื่อประพฤติดังนี้ สมภาพที่ถูกต้องก็เกิดขึ้น และเป็นสมภาพ คือเป็นความเสมอกันจริงๆ และ เมื่อมี สมภาพดังนี้ ภราดรภาพ คือ ความเป็นพี่น้องกันหรือเป็นญาติที่คุ้นเคยไว้วางใจกันได้ก็เกิดขึ้น เสรีภาพ คือ ความมีเสรีในอันที่จะไปไหนๆ ได้ ทำอะไรได้โดยที่ไม่ถูกใครเบียดเบียน และก็ไม่เบียดเบียนใครด้วยก็เกิดขึ้น[7]

บทส่งท้าย

สัญญาประชาคมอันเป็นบ่อเกิดของประชาธิปไตย ที่ประเทศไทยนำเข้ามาใช้อย่างเด่นชัด คณะราษฎร ได้เข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบ ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 หากแต่ก็ยังไม่อาจเกิดขึ้นเต็มใบเสียที เพราะกลุ่มผู้มีอำนาจรัฐ นักการเมืองยังใช้คำว่าประชาธิปไตยและพี่น้องประชาชนเพียงเพื่อสร้างความชอบ ธรรมให้ตนเองได้เข้าสู่อำนาจทางการเมือง หรืออำนาจรัฐเพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องมากกว่าประโยชน์สุข ของประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง หนทางที่จะไปสู่ “เสมอภาค เสรีภาพ ภราดรภาพ” ที่แท้จริงก็เห็นจะมีแต่แนวทางที่พุทธองค์ได้วางไว้ว่า “สม จริยาขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า อันยังให้เกิดสมภาพ ภราดรภาพ เสรีภาพ ดังกล่าวมานี้ เป็นธรรมจรรยา เป็นหลักแม่บทของหลักทั้งหลายแห่งความสงบสุขของชุมชนทั่วไปนั่นเอง หากปราศจากแม่บทนี้แล้ว ความสงบ ความสุขก็จะมีขึ้นไม่ได้ จะมีได้ก็เช่น เสรีภาพของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกับผู้ที่ไปจัดทำนอกแม่บทก็จะเป็นเหมือนเปรตจัด ระเบียบนั่นเอง ทั้งเป็นการก่อภัย ก่อศัตรู และสร้างความวุ่นวายเดือดร้อน[8]


[1] วิกิพีเดีย.(2551).สัญญาประชาคม. http://th.wikipedia.org/สัญญาประชาคม, ค้นคืนเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2551.

[2] วิกิพีเดีย. (2553). คณะราษฎร. http://th.wikipedia.org/wiki/คณะราษฎร, ค้นคืนวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2553.

[3] วิกิพีเดีย.(2553). เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ. http://th.wikipedia.org/wiki/เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ, ค้นคืนวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2553.

[4] พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป. (2537). เมตตาธรรมค้ำจุนโลก. เชียงใหม่: วัดอรัญญวิเวก (บ้านปง).

[5] ระพี สาคริก.(2553, กุมภาพันธ์). ประชาธิปไตย?. เราคิดอะไร, 16(235), หน้า 54-57.

[6] กองบรรณาธิการไทยโพสต์.(2547). http://www.thaipost.net/print.asp?news_id=87097&cat_id=500&post_date=19/Apr/2547, ค้นคืนวันที่ 28 มกราคม 2551.

[7] จะให้สังคมมีสมภาพ ภราดรภาพ เสรีภาพ ต้องพิจารณา 'หลักกรรม' กับ อ่านนิทาน 'เปรตจัดระเบียบ'. http://www.oknation.net/blog/print.php?id=55499, ค้นคืนวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2553.

[8] จะให้สังคมมีสมภาพ ภราดรภาพ เสรีภาพ ต้องพิจารณา 'หลักกรรม' กับ อ่านนิทาน 'เปรตจัดระเบียบ'. อ้างแล้ว.

วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

มาตรฐานของสัญญาให้บริการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๙

วันอาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

มาตรฐานของสัญญาให้บริการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๙



หน้า ๗เล่ม ๑๒๓ ตอนพิเศษ ๙๙ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๕ กันยายน ๒๕๔๙
ประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติเรื่อง มาตรฐานของสัญญาให้บริการโทรคมนาคมพ.ศ. ๒๕๔๙อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕๑ (๑๐) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๓ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและ เสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ประกอบกับมาตรา ๓๔ มาตรา ๓๗ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ มาตรา ๔๑ มาตรา ๔๕ มาตรา ๕๐และมาตรา ๕๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และมาตรา ๕๑ แห่งพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคมพ.ศ. ๒๕๔๔ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและ เสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๔ มาตรา ๓๗ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๘ และมาตรา ๕๐ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายคณะกรรมการกิจการโทร คมนาคมแห่งชาติ จึงกำหนดมาตรฐานของสัญญาให้บริการโทรคมนาคมไว้ดังต่อไปนี้ข้อ ๑ ประกาศนี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปข้อ ๒ บรรดาประกาศ ข้อบังคับ และคำสั่งอื่นใด ในส่วนที่มีกำหนดไว้แล้วในประกาศนี้หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับประกาศนี้ ให้ใช้ประกาศนี้แทนข้อ ๓ ในประกาศนี้“บริการโทรคมนาคม” หมายความว่า บริการโทรคมนาคมที่ผู้รับใบอนุญาตให้แก่ผู้ใช้บริการตามกฎหมายว่าด้วยการ ประกอบกิจการโทรคมนาคมและตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด“ผู้ให้ บริการ” หมายความว่า ผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม และให้หมายความรวมถึงผู้ได้รับอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาจากการสื่อสารแห่งประเทศไทยหรือองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย กระทรวงคมนาคม กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารหรือหน่วยงานรัฐอื่นใด ก่อนวันที่พระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. ๒๕๔๔ ใช้บังคับหน้า ๘เล่ม ๑๒๓ ตอนพิเศษ ๙๙ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๕ กันยายน ๒๕๔๙“ผู้ใช้บริการ” หมายความว่า ผู้ใช้บริการโทรคมนาคมปลายทางของผู้ให้บริการแต่ไม่รวมถึงผู้ใช้บริการที่ เป็นผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมซึ่งนำบริการโทรคมนาคมที่ได้รับใน ฐานะผู้ใช้บริการไปประกอบกิจการอีกทอดหนึ่ง“สัญญา” หมายความว่า สัญญาให้บริการโทรคมนาคมระหว่างผู้ให้บริการกับผู้ใช้บริการไม่ว่าจะทำในรูป แบบใด“แบบสัญญา” หมายความว่า แบบของสัญญาให้บริการโทรคมนาคมที่ผู้ให้บริการจัดทำขึ้นโดยมีการกำหนดข้อ กำหนดหรือเงื่อนไขเกี่ยวกับสิทธิ และหน้าที่ของผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการไว้ล่วงหน้า เพื่อประโยชน์ในการจัดทำสัญญา“ค่าบริการ” หมายความว่า ค่าธรรมเนียม ค่าบริการ หรือค่าใช้จ่ายอื่นใดที่ผู้รับใบอนุญาตเรียกเก็บจากผู้ให้บริการอันเนื่องมา จากการที่ผู้ใช้บริการได้ใช้ประโยชน์หรือจะใช้ประโยชน์ในบริการโทรคมนาคมที่ ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการโทรคมนาคม“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติข้อ ๔ สัญญาจะมีผลผูกพันและใช้บังคับได้ ต้องเป็นไปตามแบบสัญญาที่คณะกรรมการได้ให้ความเห็นชอบแล้วหรือที่คณะกรรมการ ประกาศกำหนดแบบของสัญญาไว้เป็นการเฉพาะ เว้นแต่คณะกรรมการจะประกาศกำหนดให้สัญญาลักษณะหรือประเภทใด ได้รับยกเว้นไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการแบบสัญญาที่คณะกรรมการจะ ให้ความเห็นชอบต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร มีรูปแบบและสาระสำคัญไม่ขัดต่อกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการโทรคมนาคม และเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในประกาศนี้ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นว่ารูปแบบหรือ สาระสำคัญของแบบสัญญาไม่เป็นไปตามที่กำหนดในวรรคสอง คณะกรรมการมีอำนาจสั่งให้ดำเนินการแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนดข้อ ๕ ก่อนนำแบบสัญญาไปใช้ในการประกอบกิจการ ผู้ให้บริการต้องจัดส่งแบบสัญญาให้คณะกรรมการพิจารณาล่วงหน้าไม่น้อยกว่าหก สิบวัน ในกรณีที่คณะกรรมการต้องการข้อมูลหรือรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อประกอบการ พิจารณา ผู้ให้บริการจะต้องส่งข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมตามที่คณะกรรมการกำหนด แบบสัญญาใดที่คณะกรรมการได้ให้ความเห็นชอบแล้ว หากต่อมาผู้ให้บริการประสงค์จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อกำหนด หรือเงื่อนไขเกี่ยวกับการให้บริการ อันอาจมีผลกระทบต่อสิทธิหน้า ๙เล่ม ๑๒๓ ตอนพิเศษ ๙๙ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๕ กันยายน ๒๕๔๙หน้าที่ หรือประโยชน์อันพึงได้รับของผู้ใช้บริการ ผู้ให้บริการต้องเสนอให้คณะกรรมการพิจารณาให้ความเห็นชอบล่วงหน้าไม่น้อย กว่าสามสิบวัน เว้นแต่เป็นข้อกำหนดหรือเงื่อนไขเกี่ยวกับการให้บริการที่คณะกรรมการประกาศ ยกเว้นให้ดำเนินการได้โดยไม่ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการในกรณีดัง กล่าวให้ผู้ให้บริการแจ้งให้คณะกรรมการทราบอย่างช้าไม่เกินสามสิบวันหลังจาก ที่ได้ดำเนินการแล้วการเปลี่ยนแปลงในสาระสำคัญของระบบ เทคโนโลยี หรืออุปกรณ์ใด ๆ อันส่งผลกระทบทำให้ประสิทธิภาพในการให้บริการต่ำลง หรือกระทบต่อสิทธิ หน้าที่ หรือประโยชน์อันพึงได้รับของผู้ใช้บริการตามสัญญา ให้ถือว่ามีผลเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดหรือเงื่อนไขในการให้บริการ และต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการก่อนโดยให้ดำเนินการเช่นเดียวกับกรณี ตามวรรคหนึ่งหมวด ๑สัญญาให้บริการโทรคมนาคมข้อ ๖ ผู้ให้บริการมีหน้าที่ต้องแจ้งรายละเอียดของการให้บริการโทรคมนาคมในแต่ละ บริการอย่างชัดเจน และครบถ้วน ผ่านสื่อที่ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงและเข้าใจได้ง่ายเพื่อให้ผู้บริโภคทราบ และใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการเข้าทำสัญญาและเลือกใช้บริการได้ อย่างถูกต้อง โดยอย่างน้อยต้องมีสาระสำคัญในเรื่องดังต่อไปนี้(๑) ชื่อ ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ สำนักงานสาขาของผู้ให้บริการ(๒) ลักษณะและประเภทบริการ(๓) มาตรฐานและคุณภาพในการให้บริการ(๔) อัตราค่าบริการและวิธีการเรียกเก็บค่าบริการ ยกเว้น กรณีการให้บริการใช้เครือข่ายร่วมระหว่างประเทศ (International Roaming) ซึ่งผู้ให้บริการมิได้เป็นผู้กำหนดอัตราค่าบริการโดยตรง(๕) ข้อจำกัดตลอดจนเงื่อนไขในการให้บริการ(๖) เหตุแห่งการปฏิเสธการให้บริการในกรณีที่คณะกรรมการเห็นว่าการแจ้งรายละเอียด ของผู้ให้บริการไม่เป็นไปตามวรรคหนึ่งและมีคำสั่งให้แก้ไขหรือเพิ่มเติม ผู้ให้บริการต้องดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องและครบถ้วนภายในระยะเวลาที่คณะ กรรมการกำหนดหน้า ๑๐เล่ม ๑๒๓ ตอนพิเศษ ๙๙ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๕ กันยายน ๒๕๔๙ข้อ ๗ แบบสัญญาต้องเป็นข้อกำหนดและเงื่อนไขที่ชัดเจน โดยใช้ข้อความเป็นภาษาไทยที่เข้าใจง่ายและสามารถเห็นและอ่านได้ชัดเจน มีขนาดของตัวอักษรไม่เล็กกว่าสองมิลลิเมตรแบบสัญญาและการแก้ไขเปลี่ยนแปลง แบบสัญญาหรือเงื่อนไขเกี่ยวกับการให้บริการที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะ กรรมการแล้ว ผู้ให้บริการต้องจัดให้มีการเผยแพร่แบบสัญญาและเงื่อนไขดังกล่าวให้ประชาชน ได้ทราบผ่านสื่อที่ผู้ใช้บริการเข้าถึงและเข้าใจได้ง่ายเป็นการทั่วไปโดย เร็วข้อ ๘ สัญญาย่อมเกิดขึ้นเมื่อคู่สัญญาได้แสดงเจตนาเสนอและสนองถูกต้องตรงกัน โดยชัดแจ้งว่าผู้ให้บริการตกลงให้บริการโทรคมนาคม และผู้ใช้บริการตกลงใช้บริการโทรคมนาคมของผู้ให้บริการในกรณีที่ผู้ใช้ บริการมิได้ปฏิเสธข้อเสนอเกี่ยวกับบริการใดของผู้ให้บริการจะถือว่าผู้ใช้ บริการได้แสดงเจตนาตกลงใช้บริการนั้นของผู้ให้บริการมิได้ เว้นแต่เป็นกรณีที่ผู้ใช้บริการได้ใช้บริการนั้นอยู่แล้ว และประสงค์จะใช้บริการนั้นต่อไปในการพิจารณาคำขอใช้บริการ ผู้ให้บริการจะกระทำการอันมีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติแบ่งแยก หรือกีดกันผู้ขอใช้บริการรายหนึ่งรายใดโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรมิได้ และการปฏิเสธมิให้ผู้ใช้บริการรายหนึ่งรายใดเข้าทำสัญญาใช้บริการโทรคมนาคม จะต้องเป็นเหตุตามที่ได้แจ้งรายละเอียดเหตุแห่งการปฏิเสธให้ผู้ใช้บริการ ทราบตามข้อ ๖ (๖) แล้วเท่านั้นข้อ ๙ เมื่อได้ทำสัญญาแล้ว ผู้ให้บริการต้องจัดทำสำเนาสัญญานั้นเป็นหนังสือและส่งมอบให้แก่ผู้ใช้ บริการ หรือออกหลักฐานอย่างอื่นที่ผู้ใช้บริการสามารถใช้เป็นหลักฐานได้เช่นเดียว กับหนังสือในกรณีที่ผู้ใช้บริการมีคำขอเช่นนั้นความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้ บังคับแก่การให้บริการโทรศัพท์ระหว่างประเทศหรือบริการโทรคมนาคมที่เรียก เก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการเป็นการล่วงหน้าซึ่งไม่มีการทำสัญญาเป็นลาย ลักษณ์อักษร ทั้งนี้ ผู้ให้บริการจะต้องแสดงอัตราค่าบริการให้ผู้ใช้บริการทราบล่วงหน้าเป็นการ ทั่วไปอย่างชัดแจ้ง คณะกรรมการอาจกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับการให้บริการดังกล่าวเพื่อ ประโยชน์ในการคุ้มครองผู้บริโภคด้วยก็ได้ข้อ ๑๐ สัญญาอย่างน้อยจะต้องมีสาระสำคัญเกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ระหว่างผู้ให้บริการ และผู้ใช้บริการดังต่อไปนี้(๑) มีข้อกำหนดเกี่ยวกับลักษณะและประเภทของบริการ(๒) มีข้อกำหนดเกี่ยวกับมาตรฐานการให้บริการของผู้ให้บริการหน้า ๑๑เล่ม ๑๒๓ ตอนพิเศษ ๙๙ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๕ กันยายน ๒๕๔๙(๓) มีข้อกำหนดเกี่ยวกับหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ ที่ชัดเจนและเป็นธรรม(๔) มีข้อกำหนดเกี่ยวกับอัตราค่าธรรมเนียม และค่าบริการอย่างครบถ้วน เป็นธรรมและจะต้องมีข้อกำหนดรับรองการไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม หรือค่าบริการนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ทั้งนี้ สัญญาดังกล่าวจะต้องไม่มีข้อกำหนดที่มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติ แบ่งแยกกีดกัน หรือไม่เป็นธรรมแก่ผู้ใช้บริการข้อ ๑๑ การให้บริการโทรคมนาคมในลักษณะที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการเป็น การล่วงหน้าจะต้องไม่มีข้อกำหนดอันมีลักษณะเป็นการบังคับให้ผู้ใช้บริการ ต้องใช้บริการภายในระยะเวลาที่กำหนด เว้นแต่ ผู้ให้บริการจะได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการเป็นการล่วงหน้าทั้งนี้ คณะกรรมการอาจกำหนดเงื่อนไขการให้บริการประกอบด้วยก็ได้ เช่น การถ่ายโอนมูลค่าที่เหลืออยู่การคืนเงินค่าบริการในส่วนที่ไม่ได้ใช้บริการ การกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำในการใช้บริการ การขึ้นทะเบียนชื่อที่อยู่ของผู้ใช้บริการ เป็นต้น ในการนี้คณะกรรมการอาจจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะหรือรับฟังความ คิดเห็นจากผู้บริโภคด้วยก็ได้ผู้ให้บริการตามวรรคหนึ่งต้องเผยแพร่แบบสัญญา ที่คณะกรรมการเห็นชอบแล้วเป็นการทั่วไป และแจ้งให้ผู้ใช้บริการทราบเป็นหนังสือก่อนเริ่มใช้บริการข้อ ๑๒ ในการทำสัญญา ผู้ให้บริการจะขอให้ผู้ใช้บริการให้ข้อมูลส่วนบุคคลเกินกว่าความจำเป็นเพื่อ การปฏิบัติตามสัญญามิได้ เว้นแต่ผู้ใช้บริการได้ให้ความยินยอมโดยชัดแจ้งและผู้ให้บริการได้แจ้งวัตถุ ประสงค์ของการขอข้อมูลดังกล่าวให้แก่ผู้ใช้บริการทราบล่วงหน้าแล้วผู้ให้ บริการจะนำข้อมูลที่ได้มาจากการให้บริการแก่ผู้ใช้บริการนั้นไปใช้เพื่อ ประโยชน์อย่างอื่นโดยมิได้รับความยินยอมโดยชัดแจ้งจากผู้ใช้บริการมิได้ เว้นแต่เป็นการใช้เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามกฎหมายหมวด ๒สิทธิและหน้าที่ของผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการข้อ ๑๓ ผู้ให้บริการมีหน้าที่ต้องให้บริการโทรคมนาคมตามมาตรฐานและคุณภาพการให้ บริการตามที่ได้โฆษณาหรือแจ้งให้ผู้ใช้บริการทราบ โดยมาตรฐานและคุณภาพ การให้บริการดังกล่าวต้องไม่ต่ำกว่าหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนดหน้า ๑๒เล่ม ๑๒๓ ตอนพิเศษ ๙๙ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๕ กันยายน ๒๕๔๙ในกรณีที่มีข้อโต้แย้งว่าการให้บริการโทรคมนาคมไม่เป็นไปตามมาตรฐานและ คุณภาพการให้บริการตามที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่ง ผู้ให้บริการมีภาระในการพิสูจน์ข้อโต้แย้งดังกล่าวและต้องดำเนินการอย่าง หนึ่งอย่างใดเพื่อเป็นการแก้ไขเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้ใช้ บริการอย่างเป็นธรรมข้อ ๑๔ ในกรณีที่เกิดเหตุขัดข้องขึ้นกับการให้บริการโทรคมนาคมของผู้ให้บริการจน เป็นเหตุให้ผู้ใช้บริการไม่สามารถใช้บริการได้ตามปกติ ผู้ให้บริการมีหน้าที่ต้องดำเนินการแก้ไขเพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถใช้ บริการโทรคมนาคมได้โดยเร็วและผู้ให้บริการไม่มีสิทธิเรียกเก็บค่าบริการใน ช่วงเวลาที่เกิดเหตุขัดข้องดังกล่าวได้ เว้นแต่ผู้ให้บริการพิสูจน์ได้ว่าเหตุขัดข้องดังกล่าวเกิดขึ้นจากความผิดของ ผู้ใช้บริการข้อ ๑๕ ในกรณีที่ผู้ให้บริการได้ส่งมอบเครื่องอุปกรณ์หรือสิ่งอื่นที่เกี่ยวข้องให้ แก่ผู้ใช้บริการโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือคิดค่าใช้จ่ายในราคาที่ต่ำกว่าราคา ตลาดของค่าอุปกรณ์ ในขณะที่ส่งมอบเพื่อประโยชน์ในการใช้บริการโทรคมนาคมนั้น ผู้ให้บริการจะถือเอาเหตุดังกล่าวมากำหนดเป็นเงื่อนไขอันก่อให้เกิดภาระแก่ ผู้ใช้บริการหรือเรียกเก็บค่าปรับหรือค่าเสียหายจากการที่ผู้ใช้บริการยก เลิกสัญญาก่อนกำหนดมิได้ผู้ใช้บริการที่ได้รับมอบเครื่องอุปกรณ์หรือสิ่ง อื่นที่เกี่ยวข้องตามวรรคหนึ่งมีหน้าที่ต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ เครื่องอุปกรณ์ดังกล่าว และต้องส่งคืนให้แก่ผู้ให้บริการเมื่อสัญญาสิ้นสุดลง หากผู้ใช้บริการก่อให้เกิดความเสียหายแก่เครื่องอุปกรณ์นั้น ผู้ให้บริการมีสิทธิเรียกให้ผู้ใช้บริการรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามความเสีย หายที่เกิดขึ้นจริงแก่เครื่องอุปกรณ์ดังกล่าวได้ ทั้งนี้จะต้องไม่เกินกว่าราคาตลาดของค่าอุปกรณ์ดังกล่าวในขณะนั้นในกรณีที่ ผู้ให้บริการประสงค์จะคิดค่าใช้จ่ายจากการส่งมอบเครื่องอุปกรณ์หรือสิ่งอื่น ที่เกี่ยวข้องตามวรรคหนึ่งจากผู้ใช้บริการ ค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะต้องไม่เกินอัตราที่คณะกรรมการประกาศกำหนดหมวด ๓สิทธิและหน้าที่ในการเรียกเก็บและการชำระค่าบริการข้อ ๑๖ ผู้ให้บริการต้องเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและค่าบริการไม่เกินอัตราขั้นสูงที่ คณะกรรมการประกาศกำหนด และต้องเป็นอัตราตามที่ได้มีการตกลงไว้ในสัญญาโดยต้องเรียกเก็บหน้า ๑๓เล่ม ๑๒๓ ตอนพิเศษ ๙๙ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๕ กันยายน ๒๕๔๙จากผู้ใช้บริการของตนในอัตราเดียวกันสำหรับบริการโทรคมนาคมที่มีลักษณะ หรือประเภทเดียวกันและไม่มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติ แบ่งแยก หรือกีดกันผู้ใช้บริการรายหนึ่งรายใดข้อ ๑๗ ผู้ให้บริการต้องจัดส่งใบแจ้งรายการการใช้บริการโทรคมนาคมของผู้ใช้บริการ เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและค่าบริการให้ผู้ใช้บริการทราบล่วงหน้าเป็น ระยะเวลาไม่น้อยกว่าสิบห้าวันก่อนวันครบกำหนดชำระ โดยใบแจ้งรายการดังกล่าวจะต้องแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับอัตราค่าธรรมเนียม อัตราค่าใช้บริการ และการคำนวณค่าธรรมเนียมและค่าบริการในลักษณะที่ชัดเจนเพียงพอเพื่อให้ผู้ ใช้บริการสามารถเข้าใจถึงที่มาของค่าใช้จ่ายที่ปรากฏอยู่ในใบแจ้งรายการนั้น ได้ใบแจ้งรายการใช้บริการโทรคมนาคมของผู้ใช้บริการตามวรรคหนึ่ง จะต้องกำหนดถึงวิธีการต่าง ๆ ในการรับชำระเงินของผู้ให้บริการไว้โดยชัดแจ้ง เพื่อประโยชน์ในการชำระเงินของผู้ใช้บริการความในข้อนี้มิให้ใช้บังคับกับ กรณี ดังต่อไปนี้(๑) กรณีการให้บริการในลักษณะที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการเป็นการล่วง หน้าซึ่งไม่สามารถส่งใบแจ้งเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการ ทั้งนี้ ผู้ให้บริการจะต้องแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับอัตราค่าธรรมเนียม ค่าใช้บริการ และวิธีการคำนวณค่าธรรมเนียมและค่าบริการที่ชัดเจน รวมถึงค่าบริการที่เรียกเก็บเป็นการล่วงหน้าที่เหลืออยู่ ให้ผู้ใช้บริการทราบเป็นลายลักษณ์อักษร(๒) กรณีที่ผู้ใช้บริการได้ทำความตกลงกับผู้ให้บริการเพื่อยกเว้นการแสดงราย ละเอียดในใบแจ้งรายการใช้บริการดังกล่าวข้อ ๑๘ ผู้ให้บริการต้องกำหนดวิธีการในการส่งใบแจ้งรายการการใช้บริการโทรคมนาคม เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการให้ชัดแจ้ง และต้องแจ้งให้ผู้ใช้บริการทราบเป็นหนังสือไปยังสถานที่ติดต่อของผู้ใช้ บริการที่ได้แจ้งไว้ หรือโดยวิธีการอื่นหากผู้ใช้บริการได้ยินยอมหรือประสงค์ให้แจ้งโดยวิธีการ อื่นนั้นข้อ ๑๙ ผู้ให้บริการจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ค่าบริการ หรือค่าใช้จ่ายอื่นนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในสัญญามิได้ข้อ ๒๐ ผู้ให้บริการจะกำหนดให้ผู้ใช้บริการต้องวางเงินประกันหรือต้องชำระเงินอื่น ที่มีลักษณะเช่นเดียวกับเงินประกันเพื่อใช้บริการโทรคมนาคมของผู้ให้บริการ มิได้หน้า ๑๔เล่ม ๑๒๓ ตอนพิเศษ ๙๙ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๕ กันยายน ๒๕๔๙ข้อ ๒๑ ผู้ให้บริการจะกำหนดให้ผู้ใช้บริการต้องชำระดอกเบี้ย เบี้ยปรับ หรือเงินอื่นใดในลักษณะดังกล่าว ในกรณีที่ผู้ใช้บริการผิดนัดชำระค่าบริการให้เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด หรือที่คณะกรรมการให้ความเห็นชอบมิได้ข้อ ๒๒ ในกรณีที่ผู้ใช้บริการเห็นว่าผู้ให้บริการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่า บริการสูงกว่าอัตราขั้นสูงที่คณะกรรมการกำหนดตามข้อ ๑๖ หรือสูงกว่าที่เรียกเก็บจากผู้ใช้บริการรายอื่นที่ใช้บริการโทรคมนาคมใน ลักษณะหรือประเภทเดียวกัน หรือเห็นว่าผู้ให้บริการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการโดยไม่ถูกต้อง ผู้ใช้บริการมีสิทธิขอข้อมูลเกี่ยวกับการใช้บริการของตนจากผู้ให้บริการได้ ผู้ให้บริการมีหน้าที่ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงเพื่อยืนยันความถูกต้องของการ เรียกเก็บค่าธรรมเนียมและค่าบริการดังกล่าว และต้องแจ้งข้อมูลตามวรรคหนึ่งให้ผู้ใช้บริการทราบโดยเร็วแต่ทั้งนี้ต้องไม่ เกินหกสิบวันนับแต่วันที่ผู้ใช้บริการมีคำขอตามวรรคหนึ่ง หากผู้ให้บริการไม่ดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้ถือว่าผู้ให้บริการนั้นสิ้นสิทธิในการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่า บริการในจำนวนที่ผู้ใช้บริการได้โต้แย้งนั้นข้อ ๒๓ ในกรณีที่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ให้บริการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการเกินกว่าจำนวนที่เกิดขึ้น จากการใช้บริการจริง ผู้ให้บริการจะต้องคืนเงินส่วนต่างของค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการที่เรียก เก็บเกินให้แก่ผู้ใช้บริการภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ข้อเท็จจริงยุติ และผู้ให้บริการต้องชำระดอกเบี้ยในส่วนต่างในอัตราเท่ากับที่ได้กำหนดไว้ว่า จะเรียกเก็บจากผู้ใช้บริการในกรณีที่ผู้ใช้บริการผิดนัด เว้นแต่ผู้ใช้บริการจะได้ตกลงเลือกให้ดำเนินการในการคืนเงินส่วนต่างที่ เรียกเก็บเกินเป็นอย่างอื่น ทั้งนี้ การคืนเงินส่วนต่างให้แก่ผู้ใช้บริการอาจคืนด้วยเงินสด เช็ค หรือนำเข้าบัญชีเงินฝากของผู้ใช้บริการ หรือตามวิธีการที่ผู้ใช้บริการได้แจ้งความประสงค์ไว้ข้อ ๒๔ เมื่อผู้ใช้บริการได้ชำระค่าธรรมเนียมและค่าบริการให้แก่ผู้ให้บริการตามที่ เรียกเก็บแล้วผู้ให้บริการจะต้องออกหลักฐานเป็นหนังสือแก่ผู้ใช้บริการเพื่อ แสดงว่าตนได้รับชำระค่าบริการจากผู้ใช้บริการแล้วความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้ บังคับแก่บริการโทรคมนาคมในลักษณะที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการ เป็นการล่วงหน้าซึ่งไม่มีการออกใบรายการการใช้บริการหน้า ๑๕เล่ม ๑๒๓ ตอนพิเศษ ๙๙ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๕ กันยายน ๒๕๔๙หมวด ๔การระงับการใช้บริการและการให้บริการโทรคมนาคมข้อ ๒๕ ในกรณีที่มีเหตุจำเป็น ผู้ใช้บริการอาจใช้สิทธิระงับการใช้บริการโทรคมนาคมของผู้ให้บริการเป็นการ ชั่วคราวก็ได้ โดยแจ้งเป็นหนังสือหรือด้วยวิธีการอื่นใดที่ผู้ให้บริการจัดขึ้นเพื่อรับ แจ้งให้ผู้ให้บริการทราบล่วงหน้าเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสามวันและถือเป็น หน้าที่ของผู้ให้บริการที่ต้องจัดให้มีระบบรับแจ้งดังกล่าวอย่างเพียงพอตลอด เวลา ในการนี้ ผู้ให้บริการจะกำหนดระยะเวลาขั้นต่ำหรือขั้นสูงที่ยินยอมให้ผู้ใช้บริการ ระงับการใช้บริการโทรคมนาคมชั่วคราวไว้ในแบบสัญญาด้วยก็ได้ในการขอระงับการ ใช้บริการโทรคมนาคมดังกล่าวตามวรรคหนึ่ง ผู้ให้บริการจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ จากผู้ใช้บริการไม่ได้ เว้นแต่ กรณีที่ผู้ใช้บริการระงับบริการเกินกว่าระยะเวลาขั้นสูงที่ผู้ให้บริการ กำหนดตามวรรคหนึ่งแล้ว ผู้ให้บริการมีสิทธิยกเลิกการให้บริการได้โดยแจ้งให้ผู้ใช้บริการทราบล่วง หน้าเป็นหนังสือไม่น้อยกว่าสามสิบวันข้อ ๒๖ เมื่อผู้ใช้บริการได้แจ้งขอระงับการใช้บริการโทรคมนาคมต่อผู้ให้บริการตาม หลักเกณฑ์ที่กำหนดในประกาศฉบับนี้แล้ว ผู้ใช้บริการย่อมหลุดพ้นจากความรับผิดในค่าบริการที่เกิดขึ้นภายหลังการแจ้ง ขอระงับการใช้บริการชั่วคราวมีผล เว้นแต่ผู้ให้บริการจะพิสูจน์ได้ว่าค่าบริการที่เกิดขึ้นเป็นผลจากการกระทำ ของผู้ใช้บริการข้อ ๒๗ เมื่อครบกำหนดการขอระงับการใช้บริการโทรคมนาคมชั่วคราวแล้ว ผู้ให้บริการมีหน้าที่ต้องเปิดให้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าใช้บริการดังกล่าว ได้ทันที โดยผู้ให้บริการจะเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือค่าใช้จ่ายใด ๆ จากผู้ใช้บริการไม่ได้ข้อ ๒๘ ในกรณีที่มีเหตุจำ เป็น ผู้ให้บริการมีสิทธิระงับการให้บริการโทรคมนาคมเป็นการชั่วคราวต่อผู้ใช้ บริการก็ได้ โดยแจ้งเป็นหนังสือพร้อมทั้งระบุเหตุในการใช้สิทธิดังกล่าวให้ แก่ผู้ใช้บริการทราบล่วงหน้าเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสามสิบวัน เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้ผู้ให้บริการสามารถระงับการให้บริการได้ทันที(๑) เกิดเหตุสุดวิสัยขึ้นแก่ผู้ให้บริการ(๒) ผู้ใช้บริการถึงแก่ความตาย หรือสิ้นสุดสภาพนิติบุคคล(๓) ผู้ใช้บริการใช้เอกสารปลอมในการขอใช้บริการหน้า ๑๖เล่ม ๑๒๓ ตอนพิเศษ ๙๙ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๕ กันยายน ๒๕๔๙(๔) ผู้ให้บริการพิสูจน์ได้ว่าบริการโทรคมนาคมที่ให้แก่ผู้ใช้บริการถูกนำไปใช้ โดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือฝ่าฝืนต่อสัญญา(๕) ผู้ใช้บริการซึ่งใช้บริการโทรคมนาคมในลักษณะที่เรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือ ค่าบริการภายหลังได้ใช้บริการเกินวงเงินค่าบริการที่ได้ตกลงไว้ในสัญญา ในกรณีนี้ผู้ให้บริการจะต้องแจ้งเตือนให้ผู้ใช้บริการทราบล่วงหน้าเมื่อเห็น ว่าผู้ใช้บริการได้ใช้บริการใกล้เต็มวงเงินตามที่ได้ตกลงไว้ในสัญญา ทั้งนี้ การกำหนดวงเงินที่เหลืออยู่ซึ่งผู้ให้บริการจะต้องแจ้งให้ผู้ใช้บริการทราบ ล่วงหน้านั้นจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการก่อน(๖) ผู้ใช้บริการผิดนัดชำระค่าธรรมเนียมและค่าบริการเกินกว่าระยะเวลาที่กำหนดใน สัญญาสองคราวติดต่อกัน(๗) ผู้ให้บริการพิสูจน์ได้ว่าผู้ใช้บริการได้นำบริการโทรคมนาคมไปใช้เพื่อแสวง หารายได้โดยมีเจตนาจะไม่ชำระค่าธรรมเนียมและค่าบริการ(๘) ผู้ให้บริการมีเหตุที่จำเป็นต้องบำรุงรักษาหรือแก้ไขระบบโทรคมนาคมที่ใช้ใน การให้บริการทั้งนี้ เหตุในการระงับการให้บริการโทรคมนาคมดังกล่าวจะต้องไม่มีข้อกำหนดที่เป็นการ จำกัดการใช้ประโยชน์ของผู้ใช้บริการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรข้อ ๒๙ ในกรณีการให้บริการโทรคมนาคมเป็นประเภทที่มีอุปกรณ์ที่ระบุตัวผู้ใช้บริการ ในการคิดค่าบริการ เมื่อผู้ใช้บริการได้แจ้งเหตุที่อุปกรณ์ระบุตัวผู้ใช้บริการสูญหายให้ผู้ให้ บริการทราบผู้ให้บริการต้องดำเนินการระงับการให้บริการในทันทีที่ได้รับแจ้ง และผู้ใช้บริการไม่ต้องรับผิดชำระค่าธรรมเนียมและค่าบริการที่เกิดขึ้นภาย หลังการแจ้งดังกล่าว เว้นแต่ผู้ให้บริการจะพิสูจน์ได้ว่าความรับผิดในหนี้นั้นเกิดขึ้นจากการ กระทำของผู้ใช้บริการเองหมวด ๕การเลิกสัญญาการให้บริการโทรคมนาคมข้อ ๓๐ ผู้ใช้บริการจะโอนสิทธิการใช้บริการตามสัญญาให้แก่บุคคลอื่นมิได้ เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากผู้ให้บริการถ้าผู้ใช้บริการกระทำการฝ่าฝืน ความในข้อนี้ ผู้ให้บริการจะบอกเลิกสัญญาเสียก็ได้หน้า ๑๗เล่ม ๑๒๓ ตอนพิเศษ ๙๙ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๕ กันยายน ๒๕๔๙ข้อ ๓๑ การโอนสิทธิการให้บริการตามสัญญาไปยังผู้ให้บริการรายอื่นจะกระทำมิได้ เว้นแต่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการ และผู้รับโอนจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามสัญญาที่มีผลอยู่ก่อนการโอนข้อ ๓๒ ผู้ใช้บริการมีสิทธิเลิกสัญญาในเวลาใดก็ได้ด้วยการบอกกล่าวเป็นหนังสือให้ แก่ผู้ให้บริการทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าห้าวันทำการ ทั้งนี้ ผู้ใช้บริการจะต้องชำระค่าบริการครบถ้วนแล้วจนถึงวันที่การยกเลิกสัญญามีผล บังคับในกรณีที่มีเหตุดังต่อไปนี้ ผู้ใช้บริการอาจใช้สิทธิเลิกสัญญาได้ทันที(๑) ผู้ใช้บริการไม่สามารถรับบริการจากผู้ให้บริการได้ด้วยเหตุที่เกิดขึ้นอย่าง ต่อเนื่องและอยู่นอกเหนือการควบคุมของผู้ใช้บริการ(๒) ผู้ให้บริการได้ละเมิดข้อตกลงอันเป็นสาระสำคัญของสัญญา(๓) ผู้ให้บริการตกเป็นบุคคลล้มละลาย(๔) ผู้ให้บริการเปลี่ยนแปลงข้อตกลงในสัญญาหรือเงื่อนไขในการให้บริการซึ่งมีผล เป็นการลดสิทธิหรือประโยชน์อันพึงได้รับของผู้ใช้บริการลง เว้นแต่เกิดจากเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติข้อ ๓๓ ห้ามมิให้ผู้ให้บริการยกเลิกการให้บริการโทรคมนาคมตามสัญญา เว้นแต่กรณีดังต่อไปนี้(๑) ผู้ใช้บริการถึงแก่ความตาย หรือสิ้นสุดสภาพนิติบุคคล(๒) ผู้ใช้บริการผิดนัดชำระค่าธรรมเนียมและค่าบริการเกินกว่าระยะเวลาที่กำหนดใน สัญญาสองคราวติดต่อกัน โดยผู้ให้บริการได้แจ้งให้ผู้ใช้บริการทราบถึงวันครบกำหนดที่แน่นอนเป็นการ ล่วงหน้าในใบแจ้งเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและค่าบริการและได้ทำการเตือนตามวิธี การที่ได้กำหนดไว้ในสัญญาแล้ว(๓) ผู้ให้บริการมีเหตุผลอันเชื่อได้ว่าผู้ใช้บริการมีพฤติกรรมฉ้อฉลในการใช้ บริการหรือนำบริการไปใช้โดยผิดกฎหมาย หรือฝ่าฝืนข้อห้ามในสัญญา(๔) ผู้ให้บริการไม่สามารถให้บริการได้โดยเหตุที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของผู้ ให้บริการ(๕) เป็นการยกเลิกโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายข้อ ๓๔ เมื่อสัญญาเลิกกัน ในกรณีที่ผู้ให้บริการมีเงินค้างชำระแก่ผู้ใช้บริการ ผู้ให้บริการต้องคืนเงินนั้นให้แก่ผู้ใช้บริการหน้า ๑๘เล่ม ๑๒๓ ตอนพิเศษ ๙๙ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๕ กันยายน ๒๕๔๙ในการคืนเงินดังกล่าว เมื่อผู้ให้บริการได้ตรวจสอบหลักฐานแล้วว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับผู้ใช้บริการ หรือเป็นผู้รับมอบอำนาจจากผู้ใช้บริการอย่างถูกต้องแล้ว ให้ผู้ให้บริการคืนเงินภายในสามสิบวันนับแต่วันเลิกสัญญาทั้งนี้ การคืนเงินค้างชำระแก่ผู้ใช้บริการ อาจคืนด้วยเงินสด เช็ค หรือนำเข้าบัญชีเงินฝากของผู้ใช้บริการ หรือตามวิธีการที่ผู้ใช้บริการได้แจ้งความประสงค์ไว้กรณีผู้ให้บริการไม่ สามารถคืนเงินค้างชำระให้แก่ผู้ใช้บริการได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดผู้ให้ บริการต้องชำระค่าเสียประโยชน์ในอัตราเท่ากับอัตราดอกเบี้ยที่ผู้ให้บริการ คิดจากผู้ใช้บริการกรณีผู้ใช้บริการผิดนัดไม่ชำระค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการ แก่ผู้ให้บริการ แต่ทั้งนี้ ไม่ตัดสิทธิผู้ใช้บริการที่จะเรียกค่าเสียหายอย่างอื่นหมวด ๖การร้องเรียนและการแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียนข้อ ๓๕ ผู้ให้บริการต้องจัดทำและแจ้งให้ผู้ใช้บริการได้ทราบถึงหลักเกณฑ์การรับ เรื่องร้องเรียนและการแก้ไขปัญหาข้อร้องเรียนระหว่างผู้ใช้บริการและผู้ให้ บริการ ซึ่งต้องมีความชัดเจนในเรื่องขั้นตอนการดำเนินการ ระยะเวลาดำเนินการ และผลของการดำเนินการ ทั้งนี้ ในการดำเนินการดังกล่าวจะต้องสอดคล้องกับหลักเกณฑ์การรับเรื่องร้องเรียนและ การแก้ไขปัญหาเรื่องร้องเรียนหรือการระงับข้อพิพาทเกี่ยวกับบริการโทรคมนาคม ระหว่างผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนดบทเฉพาะกาล ข้อ ๓๖ สัญญาระหว่างผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการที่ใช้บังคับอยู่ก่อนวันที่ประกาศ ฉบับนี้มีผลใช้บังคับ ให้ผู้ให้บริการดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมแบบสัญญาให้เป็นไปตามประกาศฉบับนี้ และส่งให้คณะกรรมการภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับ เพื่อให้คณะกรรมการให้ความเห็นชอบเมื่อคณะกรรมการให้ความเห็นชอบแล้ว ให้ผู้ให้บริการแจ้งการแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวเป็นหนังสือไปยังผู้ใช้บริการ ภายในสามสิบวัน เพื่อให้ผู้ใช้บริการพิจารณาว่าจะผูกพันตามสัญญาต่อไปหรือยกเลิกสัญญาดัง กล่าวหน้า ๑๙เล่ม ๑๒๓ ตอนพิเศษ ๙๙ ง ราชกิจจานุเบกษา ๒๕ กันยายน ๒๕๔๙เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาสามสิบวันตามวรรคสองแล้ว หากผู้ใช้บริการมิได้แสดงเจตนายกเลิกสัญญาเป็นหนังสือ ให้ถือว่าผู้ใช้บริการประสงค์จะผูกพันตามสัญญาดังกล่าวต่อไปให้สัญญาใหม่มี ผลใช้บังคับเมื่อครบกำหนดระยะเวลาตามวรรคสาม ทั้งนี้ ในระหว่างระยะเวลาพิจารณาตามวรรคสองและวรรคสาม ให้สัญญาเก่ายังคงมีผลใช้บังคับอยู่ต่อไป
ประกาศ ณ วันที่ ๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙
พลเอก ชูชาติ พรหมพระสิทธิ์ประธานกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ

http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2549/E/099/7.PDF

วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553

Facebook | Asahi Super Dry กำเนิดหม้อหุงข้าว

Facebook | Asahi Super Dry กำเนิดหม้อหุงข้าว
กำเนิดหม้อหุงข้าว
รู้หรือไม่ว่าหม้อหุงข้าวไฟฟ้าที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้มีต้นกำเนิดและพัฒนาการมาจากประเทศญี่ปุ่น

หม้อหุงข้าว ประดิษฐ์ ขึ้นครั้งแรกในญี่ปุ่น เพื่อสนองความต้องการในประเทศ ในอดีตสตรีชาวญี่ปุ่นต้องหุงข้าวด้วยเตาถ่านซึ่งต้องเสียเวลามานั่งเฝ้า และในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สตรีญี่ปุ่นต้องใช้แรงงานในการสงครามด้วย ความสะดวกรวดเร็วและประหยัดเวลาในการหุงข้าวจึงจำเป็นอย่างยิ่ง

............................................................................................................

ดังนั้นความสำเร็จในการประดิษฐ์หม้อหุงข้าวและเริ่มจำหน่ายขึ้นครั้งแรกในปีค.ศ.1956 จึงได้รับการตอบรับจากชาวญี่ปุ่นอย่างท่วมท้น

วิวัฒนาการหม้อหุงข้าวที่เก่าแก่ที่สุดเดิมมีชื่อเรียกว่า คามาโดะ มีมาตั้งแต่ยุคสมัยโคฟุน ค.ศ. 300-710 คามาโดะเป็นเตาดินเสริมด้วยอิฐหักเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและทนทานต่อความร้อน ใช้ฟืนในการหุงต้ม นอกจากใช้หุงข้าวแล้วก็ยังนำมาต้มซุปถั่ว แต่มีข้อเสียคือเคลื่อนย้ายไม่ได้

ต่อมาสมัยนารา-เฮอัน ราวปีค.ศ.710-794 หม้อหุงข้าวพัฒนามาเป็น โอกิ-คามาโดะ สร้างขึ้นให้ใช้งานกลางแจ้ง และมีภาชนะแยกส่วนสำหรับบรรจุอาหารที่เรียกว่าฮากามะ สำหรับหย่อนลงในหลุมที่ด้านล่างมีกองฟืนสำหรับหุงต้ม

ภายหลังมีการประดิษฐ์ภาชนะบรรจุข้าวสำหรับหุงโดยเฉพาะ ลักษณะทรงรีทำด้วยโลหะ เรียกว่า โอกามา เรียกหม้อหุงข้าวชนิดนี้ว่า มูชิ-คามาโดะ

ปลายยุคสมัยไตโช กลางทศวรรษ 1920 เริ่มมีการทดลองผลิตหม้อหุงข้าวไฟฟ้าเป็นครั้งแรก ปลายทศวรรษ 1940 บริษัทมิตซูบิชิ อิเลคทริก ผลิตหม้อหุงข้าวที่มีหม้อและขดลวดนำความร้อนอยู่ภายใน ซึ่งเป็นรูปแบบที่ใกล้เคียงที่สุดกับหม้อหุงข้าวในปัจจุบัน แต่ก็ยังไม่สะดวกสบายนัก เพราะคนหุงต้องนั่งเฝ้าเนื่องจากยังไม่มีระบบอัตโนมัติ ภายหลังบริษัทมัตซูชิตะและโซนี่ผลิตหม้อหุงข้าวออกจำหน่าย แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเช่นกัน

กระทั่งวันที่ 10 ธันวาคม 1956 บริษัทโตชิบานำหม้อหุงข้าวอัตโนมัติออกวางจำหน่าย 700 ใบ ประสบความสำเร็จมาก โตชิบาเริ่มผลิตหม้อหุงข้าวอีก 200,000 ใบ ในเวลาเพียง 1 เดือน อีก 4 ปี ต่อมาหม้อหุงข้าวเริ่มแพร่หลายไปเกือบครึ่งประเทศ

สาเหตุที่บริษัทโตชิบาประสบความสำเร็จในครั้งนี้ เนื่องจากเวลาที่รวดเร็วและแม่น ยำในการหุงข้าว ที่ใช้เวลาเพียง 20 นาที หม้อหุงข้าวในยุคนั้นมี 2 ชั้น ชั้นนอกสำหรับบรรจุน้ำ ส่วนชั้นในสำหรับบรรจุข้าว รูปแบบนี้ใช้อยู่นานถึง 9 ปี จึงเปลี่ยนมาเป็นหม้อหุงข้าวในยุคปัจจุบัน

**หม้อหุงข้าวเป็น 1 ใน Japanese Design Today 100** ขอเชิญสัมผัสอย่างใกล้ชิดพร้อมเกล็ดน่ารู้มากมายได้ที่งาน http://www.facebook.com/notes/asahi-super-dry/xyak-chwn-phexn-p-ngan-ni-cng-ngan-di-xa-lm-kd-baeng-pn-hi-khn-rxb-khang-ru-dwy-/285968272039

Facebook | Asahi Super Dry Morning Banana Diet กระแสลดน้ำหนักสุดแรงของญี่ปุ่น เรื่องกล้วยๆจริงๆ

Facebook | Asahi Super Dry Morning Banana Diet กระแสลดน้ำหนักสุดแรงของญี่ปุ่น เรื่องกล้วยๆจริงๆ
Morning Banana Diet กระแสลดน้ำหนักสุดแรงของญี่ปุ่น เรื่องกล้วยๆจริงๆ

Asahi Super Dry Morning Banana Diet กระแสลดน้ำหนักสุดแรงของญี่ปุ่น เรื่องกล้วยๆจริงๆ


ในปี 2008 วันที่ 17 ตุลาคม TIME รายงานว่า กล้วยกลายเป็นผลไม้มหัศจรรย์และกลายเป็นผลไม้ที่กลายเป็นสินค้าขาดตลาดในญี่ปุ่นทันที แฟนๆอาซาฮี เรามาดูสาเหตุกันดีกว่า

เภสัชกรหญิงชาวญี่ปุ่น Sumiko Watanabe คิดหาวิธีเพื่อช่วยสามี Hitoshi Watanabe ของเธอลดน้ำหนักโดยทำกันเองในครอบครัว โดยใช้กล้วยเป็นอาหารหลักตอนเช้า ผลลัพธ์คือ สามีเธอลดนำ้หนักไปได้ถึง 38 ปอนด์หรือ 19 กิโลกรัม

สามีของเธอดีใจมาก (แหงแหละ) เพราะเพิ่งรู้ว่าการลดน้ำหนักมันง่ายอย่างนั้น เลยเอาเรื่องไปลง Mixi ซึ่งเป็น Social Network ที่ดังมากของญี่ปุ่น โดยตั้งเป็นสูตรว่า Banana Morning Diet

เรื่องไม่จบแค่นั้นน่ะสิ มันดันมีดาราสาวคนนึง ไปอ่านเจอ แล้วเอาไปทดลองทำตาม แล้วเธอมาบอกกลางรายการโทรทัศน์ ว่าสูตรที่เธอไปอ่านมาเจอ ทำให้เธอน้ำหนักลดลงถึง 15 ปอนด์หรือ 7.5 กิโลกรัมในช่วงเวลาเพียงเดือนครึ่งเท่านั้น เท่านั้นแหละ กล้วยเลยกลายเป็นสินค้าดังขึ้นมาข้ามคืน เช้าต่อมาร้านขายของ ซุปเปอร์มาร์เก็ตต้องหาซื้อกล้วยมาบริหารลูกค้ากันไม่ทัน จนกล้วยขาดตลาดเพราะแย่งกันซื้อ บางคนยอมซื้อกล้วยดิบเพราะไปซื้อไม่ทัน

นอกจากนีกระแสความแรงของเรื่องนี้ทำให้เกิดหนังสือ(ดูตามรูป) Banana Morning Diet ขายดีถึง 750000 เล่ม( มากกว่าหนังสือพิมพ์ดังๆบ้านเราอีกเนี่ย) และแปลไปเป็นภาษาจีนและเกาหลีอีกด้วย
*************************************************************
หลักการคือ (จดเลยๆๆ) ง่ายมาก เพราะเป็นเรื่องกล้วยๆจริงๆ
ตอนเช้า ให้กินกล้วยให้มากที่สุดเท่าที่ต้องการแล้วดื่มน้ำที่เป็นนำ้ไม่ได้แช่ตู้เย็นหรือเรียกว่า
น้ำที่อุณหภูมิห้อง(ภาษานักวิทย์) มื้อเที่ยงและเย็นกินอาหารตามปกติแต่มื้อเย็นห้ามกินหลัง 2 ทุ่ม แล้วต้องนอนก่อนเที่ยงคืน กินขนมได้บ้าง แต่ต้องอยู่ระหว่างมื้ออาหารไม่ใช่หลังอาหารทันที ดื่มเบียร์อาซาฮี เอ๊ย เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ได้บ้างแต่อย่ามากมันเปลือง เอ๊ย ม่ายช่าย

เรื่องกล้วยๆจริงๆใช่ไหมล่ะ แฟนๆอาซาฮี เอาไปลองแล้วได้ผล เอามาเล่ากันบ้างเด้อ

อยากกินกล้วยแล้ว กล้วยๆๆๆๆๆ

หนังสือ Banana Morning Diet

http://www.facebook.com/home.php?#/note.php?note_id=299138272039&id=124771969422&ref=nf